สธ.สั่งปิด ร้านตัดผมย่านประชาชื่น ชั่วคราว หลังชายวัย 72 ป่วยโควิด ไปใช้บริการ พร้อมให้กักตัวพนักงานในร้าน 8 คน

ข่าวนกกระจอก
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

สธ.สั่งปิด ร้านตัดผมย่านประชาชื่น ชั่วคราว หลังชายวัย 72 ป่วยโควิด ไปใช้บริการ พร้อมให้กักตัวพนักงานในร้าน 8 คน

วันที่ 23 พ.ค. 2563 นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป เปิดเผยระหว่างแถลงความคืบหน้าสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ประจำวันที่ 22 พ.ค.2563 ว่า การสอบสวนโรคผู้ป่วยติดเชื้อ ที่มีประวัติเดินทางไปโรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และร้านตัดผม เคสที่น่าสนใจคือชายไทยอายุ 72 ปี มีประวัติรักษาในโรงพยาบาลหลายแห่ง และไปตัดผมที่ร้านตัดผมแห่งหนึ่งย่านประชาชื่น หลังจากนั้นมีอาการไข้ ไอ มีเสมหะ วันที่ 20 พ.ค.ตรวจพบเชื้อโควิด-19 จากการตรวจสอบพบว่าผู้ป่วยดังกล่าวมีการเฝ้าระวังตัวเองดีมาก เนื่องจากมีประวัติโรคประจำตัว จึงสวมใส่หน้ากากตลอดเวลา

 

ล่าสุดทีมสอบสวนโรคได้ไปตรวจสอบร้านตัดผมที่ชายวัย 72 ปี ไปตัดผมพบว่าช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีลูกค้ารายอื่นไปใช้บริการร่วมร้าน แต่มีพนักงาน 8 คนซึ่งสวมหน้ากากอนามัยตลอด ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำ แต่เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้ปิดร้านและให้พนักงานกักตัวเป็นเวลา 14 วันนอกจากนี้ยังมีสมาชิกในครอบครัว 3 คนที่อยู่ระหว่างการตรวจหาเชื้อ ซึ่งผลตรวจจะออกในนี้ (23 พ.ค.63) ส่วนสาเหตุการติดเชื้ออยู่ระหว่างตรวจสอบว่าติดเชื้อมาจากสถานที่ใด

ด้าน นพ.อนุพงศ์ สุจริตกุล ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า กลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่มีการสัมผัสกับผู้ป่วย คือ ช่างตัดผมและพนักงานในร้าน แต่ผู้ป่วยและช่างตัดผมมีการใส่หน้ากากกันทั้งคู่ ดังนั้น โอกาสได้รับเชื้อจึงมีน้อยและถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงตํ่า แต่ต้องขอความร่วมมือคนในร้านดังกล่าวปิดร้านเพื่อกักตัวไปก่อน

เพื่อความสบายใจ ส่วนลูกค้ารายอื่นที่ไปตัดผมต่อจากผู้ป่วยไม่ต้องกังวล หากจะต้องมีการเฝ้าระวังจริงๆ จะเป็นผู้ที่มาใช้บริการรายที่ 1 และ 2 ต่อจากผู้ป่วย แต่เชื่อว่าทีมสอบสวนโรคคงมีการประเมินความเสี่ยงไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล หรือไปตรวจหาเชื้อโควิดในขณะนี้ สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดผมนั้นยิ่งไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีการแพร่เชื้อและถือว่ามีความเสี่ยงที่น้อยมาก เพราะตั้งแต่มีโรคเอดส์ ร้านทำผมยิ่งมีมาตรการดูแลเรื่องความสะอาดเป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าการแพร่เชื้อของอุปกรณ์ที่ใช้ตัดผมนั้นต่ำมากจนแทบไม่มี

 

 

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ workpointnews

ขอบคุณที่มา : workpointnews