ฉาววงการสีกากี! สิบเวรขืนใจ ผู้ต้องหาสาวชาวเมียนมา สั่งฟันให้ออกจากราชการ-สอบวินัยร้ายแรง

ข่าวนกกระจอก
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

จากกรณีที่ทางด้าน ด.ต.วัชรินทร์ ศิลป์สโมสร ผบ.หมู่งานสืบสวน ทำหน้าที่สิบเวร สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ก่อเรื่องฉาวโดยการนำผู้ต้องหาสาวชาวเมียนมา อายุ 21 ปี ที่อยู่ในห้องขังเพื่อรอผลักดันกลับประเทศ นำตัวมาข่มขืนในห้องจราจรที่อยู่ใกล้กัน เมื่อช่วงดึกของคืนวันที่ 12 ม.ค.2564 ที่ผ่านมา จนทางหญิงสาวชาวเมียนมารายนี้ได้แจ้งให้ทางญาติที่มาเยี่ยมทราบ ก่อนญาติของผู้เสียหายจะนำเรื่องดังกล่าวแจ้งให้ตำรวจในโรงพักทราบ เมื่อวันที่ 14 ม.ค.2564 ล่าสุด พล.ต.ต.สาธิต พลพินิจ ผบก.ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นจาก พ.ต.อ.ยุทธนา ศิริสมบัติ ผกก.สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ภายหลังพนักงานสอบสวน ที่มี พ.ต.อ.ยุทธนา เป็นผู้รับเรื่องร้องทุกข์ด้วยตนเอง ได้รวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงสอบปากคำผู้เสียหาย เชื่อว่าน่าจะมีมูลความจริง จึงได้แจ้งข้อหา ด.ต.วัชรินทร์ ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภรรยาของตนเอง และขณะนี้นำตัวไปฝากขังที่ศาลเกาะสมุย พร้อมยังนำตัวผู้เสียหายส่งตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเกาะสมุย

ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี กล่าวต่อว่า ส่วนของการดำเนินการทางวินัยนั้น พล.ต.ต.สาธิต กล่าวว่า ได้มีคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ 14/64 ลงวันที่ 13 มกราคม 2564 ให้ ด.ต.วัชรินทร์ ศิลป์สโมสร ผบ.หมู่งานสืบสวน ทำหน้าที่สิบเวร สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย ออกจากราชการไว้ก่อน และได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยร้ายแรง โดยมี พ.ต.อ.ไพศาล สังข์เทพ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เป็นหัวหน้า เข้าสอบสวนวินัย โดยให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน

พล.ต.ต.สาธิต กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กระบวนการสอบสวนปากคำ ด.ต.วัชรินทร์ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพในบางส่วน แต่ทางพนักงานสอบสวนเองก็มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ด.ต.วัชรินทร์เป็นผู้ก่อเหตุ เนื่องจากมีพยานหลักฐานว่ามีพฤติกรรมนำผู้ต้องขังออกจากห้องควบคุม อย่างไรก็ตาม ด.ต.วัชรินทร์ถือว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหาจึงจะสามารถให้ปากคำ หรือไม่ให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนก็ได้ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ตนในฐานะผู้บังคับบัญชายืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งในส่วนของผู้เสียหาย และผู้ถูกกล่าวหา แม้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนก็ตาม

ขอบคุณที่มา ไทยรัฐออนไลน์