เจ้าหน้าที่ ปปช.ลงพื้นที่ตรวจสอบ “ร้านอาหารชื่อดัง” ริมน้ำย่านปากเกร็ด พบลุกล้ำแม่น้ำจริง  ยัน “มีโฉนดถูกต้อง” รอศาลตัดสินคดี

ข่าวนกกระจอก
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เจ้าหน้าที่ ปปช.ลงพื้นที่ตรวจสอบ “ร้านอาหารชื่อดัง” ริมน้ำย่านปากเกร็ด พบลุกล้ำแม่น้ำจริง  ยัน “มีโฉนดถูกต้อง” รอศาลตัดสินคดี

เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 18 ก.พ. 63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงานขับเคลื่อนมาตรการด้าน การป้องกันการทุจริตของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในเขตพื้นที่ภาค 1 โดยผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.(นายสุทธินันท์ สาริมาน) ที่ปรึกษาคณะทำงานและผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 1 (พล.ต.ต.อรุณ อมรวิริยะกุล) ในฐานะประธานคณะทำงานฯ น.ส.มิรินทร์รัช ชิตถุง ผอ.สำนักงานป.ป.ช.จังหวัดนนทบุรี และ นาย เลิศพร ประพฤติธรรม ผอ.เจ้าท่านนทบุรี การทุจริตเกี่ยวกับสิ่งล่วงล้ำลำน้ำในจังหวัดนนทบุรี เจ้าหน้าที่โยธาเทศบาลนครปากเกร็ดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตราวจสอบ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ริมแม่น้ำ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยมี จ.ส.อ.สายัณ  เป็นเจ้าของ หลังมีปัญหาถูกร้องเรียนพบสิ่งปลูกสร้างและอาคารสร้างผิดแบบแปลนลุกล้ำลำแม่น้ำสาธารณะ พื้นที่รวมประมาณ 270ตรม.ติดริมน้ำ

น.ส.มิรินทร์รัช ชิตถุง ผอ.สำนักงานป.ป.ช.จังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากที่มีผู้ร้องเรียนเข้าไปที่สำนักงานป.ป.ช.โดยร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้ดำเนินการก่อสร้างร้านอาหารแห่งนี้ลุกล้ำลำน้ำและมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมเจ้าท่านนท์ หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ว่ามีส่วนร่วมในการอนุญาตในการให้จ่ายัณดำเนินการก่อสร้างอาคารร้านอาหารลุกล้ำลำน้ำโดยไม่ดำเนินคดี และไม่ทำการสั่งให้รื้อถอน ซึ่งในการลงพื้นที่วันนี้จะเห็นได้ว่าสิ่งปลูกสร้างอาคาร และตรวจสอบพบว่าการปลูกสร้างต่อเติมอาคารได้มีการขออนุญาตจากกรมเจ้าท่าอย่างถูกต้อง

ส่วนในสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมขึ้นนั้น จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารที่ทางจ่ายัณนำมาแสดงเป็นการปลูกสร้างอยู่ในพื้นที่ของโฉนดที่ดินรองรับในน้ำของผู้ครอบครองอย่างถูกต้อง และมิได้สร้่างอาคารต่อเติมลุกล้ำลำน้ำแต่อย่างใด จึงลงพื้นที่จริงในการตรวจสอบว่าสถานที่จริงให้ชัดแจ้งว่าลุกล้ำลำน้ำหรือไม่ ทำให้เกิดความกระจ่างชัดแจ้งขึ้น และหน่วยงานเจ้าท่า หรือปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นกับทั้งสองฝ้ายทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อ

ง เราในฐานะที่เป็นสำนักงาน ป.ป.ช.ในการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยหลังจากนี้จะตรวจสอบผู้ร้องเรียนควบคู่กันไปด้วยว่า มีการแกล้งหรือกล่าวหาเพื่อร้องเรียนด้วยหรือไม่ และมีการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จซึ่งทำให้ทางเจ้าหน้าที่ปฎิบัติงานด้วยความยุ่งยากลำบากหรือไม่ แต่หากเป็นการร้องเรียนเพื่อประโยชน์สาธารณะแล้ว เเละเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะก็จะได้รับการยกเว้นและคุ้มครองตามระเบียบของทางสำนักงาน ป.ป.ช.ต่อไป

ขณะที่ นายภากร วีระประจักษ์ ตัวแทนนายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด กล่าวว่า ในส่วนของอาคารบ้านเลขที่ 84/1 ซึ่งเป็นร้านของจ่ายัณอยู่ในขั้นตอนของพรบ.ควบคุมอาคาร อุทธณ์คำสั่งของเจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่นและปฎิบัติตามขั้นตอนว่าด้วยกฎหมายควบคุมอาคาร และในส่วนของบ้านเลขที่ 84/14,84/15, 84/19, และพื้นบรรไดทางเดินอยู่ในระหว่างขั้นตอนพิจารณา อุทธณ์คดีในศาลปกครองสูงสุด ยังอยู่ในขบวนการของศาลปกครอง คือศาลปกครองกลางได้เพิกถอนคำสั่งแล้ว ซึ่งตอนนี้ทางเทศบาลได้ขอยืนอุทธณ์คำพิษากษา

และทางจ่ายัณก็ได้ยืนอุทธรณ์คำพิพากษาคือมีทั้งแพ้และชนะทั้งคู่เพราะต่างฝ่ายก็ต่างยืนอุทธรณ์ เรื่องอยู่ที่การพิจารณาของศาลสูงสุด หากมีการตัดสินออกมาต้องดูด้วยว่าผลจะเป็นอย่างไรและจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปอย่างไรคงต้องรอฟังคำตัดสินก่อน
จ่ายัณ เจ้าของร้านอาหารดังกล่าวเปิดเผยว่า ได้มีกลุ่มคนไปแจ้งเจ้าท่านนท์และกล่าวหาว่าผมบุกลุกล้ำน้ำในปี2556 โดยทางเจ้าท่าแจ้งว่าผมได้ลุกล้ำน้ำโดยไม่ได้

รับอนุญาตขณะที่ผมยังทำกับข้าวอยู่ในครัวอยู่เลย ผมเลยเดินไปหยิบใบอนุญาตมาให้ทางเจ้าหน้าที่ดูแต่ทางเจ้าหน้าที่กลับไม่ดูและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจปากเกร็ดมาจับผมและแจ้งขอกล่าวหาผมบุกลุกล้ำน้ำและเชิญตัวผมไปโรงพัก ผมจึงหยิบใบอนุญาตที่อธิบดีกรมเจ้าท่าเซ็นต์อนุญาตให้ดูแต่ทางเจ้าหน้าที่เจ้าท่ากลับไม่ดูหลักฐานเลย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบดูพบว่าผมมีใบอนุญาตจริง แล้วทางตำรวจจึงแจ้งเจ้าหน้าที่เจ้าท่าท่านนั้นว่าผิดได้อย่างไร ซึ่งมันเป็นคดีอาญา แต่ทางเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวกลับให้จ่าเซ็นต์รับไปก่อนเถอะ

จะเปลี่ยนแก้ไขจากบ้านให้เป็นโป๊ะท่าเทียบเรือให้โดยจำยอมเซ็นต์รับสารภาพให้เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จากนั้นได้มีหมายศาลส่งมาหาที่บ้าน ผมจึงได้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกลับไปว่าผมไม่ได้ทำอะไรเลยและมันมีใบอนุญาตถูกต้องด้วยมันเป็นสิ่งปลูกสร้างดั่งเดิมไม่ได้ทำอะไรเลยทั้งสิน อยู่มาตั้งแต่ปี 2546แล้วหลังซ่อมแซมเสร็จ ทางอัยการจึงให้ทำรังวัดใหม่ บอกผมสร้างเกิน 89ตรม.จึงแจ้งว่าเจ้าท่ามาตรวจตลอดไม่ได้สร้างอะไรเพิ่มเลย ผมจึงรับสารภาพและถูกสั่งปรับไปและได้เสียค่าปรับไป 2,250บ.แต่ได้รับคำสั่งให้มีการรื้อถอนอาคารตามหลังมา

ทางผมจึงฟ้องศาลปกครองพบว่าทางเจ้าหน้าที่เจ้าท่านนท์ในสมัยนั้นไม่ได้ดูใบอนุญาตจากผมเลยตั้งแต่แรก เลยเกิดเรื่องบานปลายขึ้น ซึ่งผมมาได้รู้ความจริงภายหลังจากกรมเจ้าท่ากรุงเทพฯว่าผมไม่ได้สร้างเกินพื้นที่โฉนดของตัวเอง ต่อมามีเจ้าหน้าที่เจ้าท่ามาบอกให้ยุติคดีทางศาลชั่วคราวก่อน และทางเจ้าท่าบอกจะเยี่ยวยาให้ในส่วนที่กล่าวหาผิดไป ซึ่งจากการถูกเจ้าหน้าที่เจ้าท่าคนดังกล่าวฟ้องไป ทำให้อาคารที่เชื่อมติดกันหายไปกับโครงสร้างที่เชื่อมติดตัวบ้านที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่ในขณะนี้ จากการถูกแจ้งจากเจ้าหน้าที่เจ้าท่าว่าให้ร่นระยะจากฝั่งเข้าไป 6เมตร

ทั้งที่ตัวบ้านมีระยะแค่ 5เมตรเองหลังพึ่งมีคำสั่งออกมาทีหลังจากคดีปี2556 แต่ผมส่งไปเมื่อปี2560 ซึ่งทางอัยการสูงสุดถามว่าทำไมพึ่งส่งมา ผมบอกว่ามันพึ่งมีประกาศผลออกมา เมื่อปี2560เพราะคดีมันเดินไปตั้งแต่ปี2556 ใช้เวลา 4ปี ก่อนที่ผลประกาศผลจะออกมา ถ้าหากศาลได้ดูใบแรกที่ถูกต้องในการควบคุมอาคารทั้งหมด ทางผมก็เลยต้องฟ้องร้องขอความเป็นธรรมเรื่อยมา ซึ่งล่าสุดตอนนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลสูงสุดว่าจะตัดสินคดีออกไปในทิศทางใดคงต้องรอศาลสูงสุดตัดสินออกมาก่อน

 

ขอบคุณที่มา : newsnon 11 / ทีมข่าวนกกระจอก